[แปล] จดหมายฉบับแรกจากพลทหารอูยอง

To. ฮอร์เทสต์
ถึงไม่พูดก็รู้ครับ~ ตึกโป๊ะโป๊ะ~ ตึกโป๊ะโป๊ะ ♫~
แยดึลรา! (ทุกคน!) จะต้องให้พูดอะไรอีกล่ะ? ถึงไม่เห็นก็ชัดเจนใช่มั้ย รู้ดีอยู่แล้วใช่มั้ย
ทุกคนคงรู้สึกว่าอากาศร้อนเป็นบ้า แล้ววันๆ ก็หน้าไหม้มากจนอาจจะค่อยๆ จำหน้าฉันไม่ได้กันแล้วสินะ
ฉันจินตนาการภาพพวกเธอจินตนาการถึงฉันแบบนั้นแหละ
This is สวนแห่งจินตนาการ Come on ฮงแด คิดถึงนะ… Funny Land
(สวนแห่งจินตนาการ ภาษาเกาหลีคือ ซังซังมาดัง เป็นชื่อโรงละครในย่านฮงแด
Funny Land คือร้านเกมหยอดเหรียญ http://www.funnyland.co.kr/sub03/02.php
มีหลายสาขารวมทั้งฮงแด… ที่นี่เองสินะที่อูยองเคยไปเล่น)

รู้ใช่มั้ย พวกเธอทำซึ้งอีกแล้ว วันที่ 9 เดือน 7 ที่ฝนตก! เพราะมาเชียร์ฉันด้วยกันถึงที่นี่
เดินทางมาซะไกล รู้ใช่มั้ย ตกใจมากไง อยากกอดไง รักมากไง ทำอะไรไม่ได้นอกจากรัก ฮอร์เทสต์
ทำยังไงกับพวกเธอดี? ฉันต้องทำอะไรให้พวกเธออีกยังไงดี?
ก็เลยฝึกอย่างขยันขันแข็งอยู่ที่ยางกูด้วยใจที่ตื่นเต้นร่าเริงนั่นไง!
‘เมื่อได้เป็นคนของแพกดูครั้งหนึ่งแล้ว ก็จะเป็นคนของแพกดูตลอดไป’ (สโลแกนของค่าย)
‘เมื่อได้เป็นฮอร์เทสต์ครั้งหนึ่งแล้ว ก็จะเป็นฮอร์เทสต์ตลอดไป’ (สโลแกนในใจฉัน)
ทุกวันเวลาตะโกนสโลแกนของค่ายก็มีความร้อนแรงของฉันที่จะปกป้องพวกเธอด้วย เลี่ยนละสิ อยากเอาไปเก็บละสิ แต่จะทำไงดีล่ะ?? ฉันได้เป็น ‘นายทหารฝึกหัดหัวหน้ากองร้อย’ ไปแล้วนะ แล้วก็เป็นเรื่องที่เพื่อนร่วมรุ่น 18-21 ของเรา เป็นหนึ่งเดียวกันไปหมดเลย… ได้มา(ฝึกทหาร)ร่วมกับ ‘เยาวชนของสาธารณรัฐเกาหลี’ ที่ทั้งใจดี ทั้งบริสุทธิ์ ทั้งกล้าหาญและ มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมแบบนี้ก็รู้สึกขอบคุณจากใจเลยไง เมื่อวานก่อนเข้านอน ได้รับเรื่องเล่ากับมีคนขอเพลงเข้ามาทางกล่องจดหมายที่เรียกว่า ‘สายสัมพันธ์’ แล้วมีใครซักคนขอเพลง… I’ll be back ของ 2PM… กลางคืนกำลังจะนอนอะ… ทุกคนพร้อมใจกันตบมือและตะโกนว่า ‘จางอูยอง’ เพื่อนร่วมรุ่นที่น่ารักของฉัน
อยากส่งของขวัญเป็นน้ำอัดลมเย็นๆ ใส่น้ำแข็งซักหนึ่งคันรถให้พวกเค้าจากใจจริงเลยสิ! เป็นไง??
ฉันดูสบายดีใช่มั้ยล่ะ? ^^ ไม่ต้องห่วง แล้วก็กินของอร่อยเยอะๆ ต้องอยู่อย่างแข็งแรงนะ!
เพราะว่าฉันก็จะฝึกให้สำเร็จด้วยสุขภาพแข็งแรงเหมือนกัน! อยู่ดีๆ ก็คิดถึงมินจุนนี่ฮยองที่อยู่ห่างออกไปแค่ 10 นาทีแฮะ คิๆๆ

พวกเราคือ ‘ยางกูบอย’

*หมายเหตุ*

  • อูยองเขียนไม่ค่อยเป็นประโยค เรียบเรียงสลับไปมา
    “ฉันได้เป็น ‘นายทหารฝึกหัดหัวหน้ากองร้อย’ ไปแล้วนะ แล้วก็เป็นเรื่องที่เพื่อนร่วมรุ่น 18-21 ของเราเป็นหนึ่งเดียวกันไปหมดเลย”
    อาจจะหมายความว่าเพื่อนในรุ่นลงความเห็นเป็นเอกฉันท์เลือกอูยองเป็นหัวหน้า
  • “อยากส่งของขวัญเป็นน้ำอัดลมเย็นๆ ใส่น้ำแข็งซักหนึ่งคันรถให้พวกเค้าจากใจจริงเลยสิ! เป็นไง??”
    เหมือนขอให้แม่ๆ ส่งซัพพอร์ต Food truck ไปเลี้ยงเพื่อนๆ ในกรม ^^” ไม่ขอตรงๆ ก็ขออ้อมๆ รึป่าว เจ้าขี้อ้อน
  • อูยองเลือกใช้ภาษากันเองเกือบทั้งหมด มีคำว่า “ครับ” แค่ครั้งเดียว
    ปกติจะพูดอย่างนี้ได้แค่กับเด็กหรือต้องสนิทกันจริง เราเลยเลือกแปลด้วยคำว่า “ฉัน” กับ “เธอ” เพราะมันไม่ถึงขั้น “ผม” หรือ “คุณ” ด้วยซ้ำ พูดกันเองมากกกก

[แปล] อูยอง VLive – Live Young Commentary

ย้อนดูอดีต 10 ปีของอูยองระหว่างที่อูยองแซวตัวเองไปด้วย

https://www.vlive.tv/video/80023

โซโล่แรก Sexy Lady จำกันได้มั้ยครับ
ย้อมผมตั้งเกือบ 20 รอบ เจ็บปวดมาก
ไปดูอูยองตอนอายุ 23 กัน ยังเด็กมาก
ท่าโพสพวกฮยองไม่ใช่เล่นๆ เลย อยู่ในหมู่ฮยองระดับท๊อปแบบนั้นน่าจะประหม่ามาก
ช่วงนั้นออกกำลังเยอะ แล้วก็ไม่รู้อะไรเลยนอกจากการเต้น ส่วนมากใช้ชีวิตในห้องซ้อม
แขนแบบนั้น…เอาเหอะถ้ากลับมาจากกรมก็น่าจะหล่ออยู่
(ล้อเนื้อเพลง) อูยองงี่ทำอะไรน่ะ บ้าสินะ
พวกแดนเซอร์ฮยองสุดยอดเลย

MV ตัวต่อไป (똑같지 뭐) คอนเซปต์วิ่งในงานไตรกีฬา เลยวิ่งทั้งที่ภูเขากับทะเล
ที่เกาหลีชื่อต๊กกัตจิมวอ ที่ญี่ปุ่นชื่อมาดะโบคุวะ เป็นเพลงที่ผมเองชอบมาก ดูโตขึ้นมาก
บางคนอาจจะไม่เข้าใจเนื้อหา MV
ผู้ชายคนนี้ไปตามหาความทรงจำวัยเด็กในบ้านที่ไว้แอบพักผ่อน เหมือนห้องใต้หลังคาบ้านคุณยายตอนเด็ก
เอาของเล่น ของกินไปซ่อน
เคยอยู่ที่นั่นกับคนที่รักแต่จากกันไปแล้ว
ดูแผนที่จะก็พยายามนึกว่ามันอยู่ตรงไหนนะ ขายไปรึยัง สงสัยจะขายไปแล้ว
ลองไปถามที่สำนักงานขาย นี่สำนักงานขายใช่ปะ
(อูยองเล่นมุกไตรกีฬากับสำนักงานขาย)
(บ้าน)อยู่บนเขา
ดู MV แล้วอาจจะคิดว่านี่มันที่ไหนเนี่ย เกาหลีเหรอ เมืองนอกรึป่าว
อยู่ที่อันซองครับ มีบ่อตกปลา ฟาร์มม้า
เป็นที่ๆ ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติมาก

ตุ๊ก เรื่องของคนรักที่จากกันไปแล้วยังลืมไม่ได้
นอกจากเนื้อหาที่บอกว่าอีกฝ่ายบีบน้ำตาปลอมๆ แล้วก็มีเนื้อหาที่บอกตัวเองให้หยุดร้องไห้ด้วย
อยากลดความเศร้าเลยใส่อะไรตลกๆ เหมือนการ์ตูนไว้ใน MV ด้วย
ถ่ายได้ดีแฮะ

Going Going โชคชะตาของการเป็นทูตโปรโมตเกาะเชจู
เป็นเพลงแนว New Jack Swing
ตอนนั้นฉากนี้ถ่ายตั้งแต่ 7 โมงเช้าได้มั้งครับ
เช้ามาก ตาเลยบวมมาก เลยต้องใส่แว่นกันแดด ไม่คิดจะถอดแว่นกันแดดเลย
นางเอกเป็นนักแสดงสังกัด JYPE ชื่อรยูวอน
เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรกแต่ต้องมาเล่นเป็นแฟนกันตอน 7 โมงเช้า ก็ไม่ง่ายเลย
ผมบอกให้เต้น เค้าก็ตั้งใจเต้น
นักแสดงประกอบข้างหลังเป็นน้องๆ ที่สนิทกับผมมาก
ก็ออกมาแบบสบายๆ เป็นธรรมชาติ
อยากกลับไป(เชจู)อีกจัง
หลังมีเพลงเศร้าอย่างตุ๊กกับต๊กกัตจิมวอแล้วก็มี Going Going ที่เป็นเพลงรักสดใสๆ แบบ ROSE ออกมานี่ดีจัง

ผมก็เพิ่งเคยถ่ายวีดีโอที่เป็นการนั่งดู MV ของตัวเองแล้ววิจารณ์ให้แฟนๆ ฟังนะ
ถ้าให้อธิบายความรู้สึกผม อย่างเซ็กซี่เลดี้นี่ แต่ละปีมาดูจะมีความรู้สึกต่างกัน
ตอนนี้รู้สึกว่าใช้ความพยายามในการเต้นเยอะจัง
มองเห็นความกังวลของผมในตอนนั้นจากท่าเต้น คิดเรื่องเต้นเยอะ
MV มันจะต่างกันเลยตามเพลงไงครับ เพราะผมอยากให้สีสันมันตรงกัน
อยากถ่ายทอดดนตรี เพลง เนื้อเพลงออกมาให้ดี คิดและพยายามทำแบบนั้น
พอได้เห็นงานเก่าๆ แล้วตั้งตารองานในอนาคตจัง
อาจจะเป็นแค่ MV สั้้นๆ 3-4 นาที แต่สำหรับผมการถ่ายทอดดนตรีออกมามันเหมือนหนังเลย
ตั้งตารองานถัดไป แล้วก็ภูมิใจและสนุกที่ได้เห็นวิดีโอที่ผ่านมา
ทุกคนคิดว่าไงกันบ้างครับ

ไลฟ์ของวันนี้ที่ผมคิดไว้มีแค่นี้ แต่หลังจากนี้เค้าบอกว่ามีวิดีโอเซอร์ไพรซ์ที่ทีม 2PM เตรียมไว้ให้ด้วย

(อีกมุมที่ทีมงานเตรียมไว้ รวม VDO เซอร์ไพรซ์ที่คาดไม่ถึง!)

(อูยองอายุ 22)
อูยอง (คลิปเก่า): หล่นอ่าา
อูยอง (ปัจจุบัน): เศร้ามากสินะ หล่นแล้วยังไงไอ้เด็กนี่
เมคอัพไม่โอเค ถ้าเมคอัพดีแต่ผมไม่ดียังไม่เป็นไร แต่เมคอัพไม่ดี ถึงผมจะดีก็ถ่ายไม่ได้
อ๋อ นั่นมันทะเลตะวันออก
อยากเป่าฟู่~จังนะ

(กินขนมกับพี่คิม)
อ่า พี่มินจุน
หยุดแป๊บนึงมั้ย
อันนี้น่าจะเป็นขนม
คุณคนนี้เค้าใส่หมวกกันน็อค
แก้มผมนี่เยอะจัง
อันนี้เหมือนขนมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นเหมือนขนมผสมต๊อกผสมเยลลี่
ผมไม่กล้ากินอะไรที่ไม่รู้จัก แต่คุณคนนี้(พี่คิม)เค้าชอบของหวาน
มาดูกันต่อ
อูยอง (คลิปเก่า): โอ๊ย หวาน!
อูยอง (ปัจจุบัน): เล่นกันอย่างนั้นทุกวัน ทุกวันเลย

(เล่นเปียโน อูยองอายุ 24)
อันนี้อะไรเนี่ย
ไม่น่าจะเล่นได้ดี (แล้วก็เล่นได้ไม่ดีจริงๆ ^^”)
จำไม่ได้เลย

(Without you)
ผอมมาก
(ขำกลิ้ง)

(พาโรดี้)
ตาเป็นแบบนั้นเพราะเหนื่อยมาก
โหแก้ม
อคแทคยอน!

🤣

(ถ่ายแบบตอนอายุ 24)
เพลงแบบ… ^^”
ช่วงนั้นขยันออกกำลังจริงๆ
รอยสักนั่นอะไรนะ

สุดยอดดด
ไลฟ์เป็นไงครับ สนุกมั้ยครับ
เป็นวีดีโอที่ผมอยากจะเอาไปซ่อน ใจนึงก็เขินนะ แต่อีกใจนึงก็มีความหมายเพราะมันเป็นเวลาที่ใช้กับทุกคน
แล้วก็สนุกมาก อีกสิบปีข้างหน้าย้อนกลับมาดูแบบนี้จะเป็นยังไงนะ ถ้าเท่กว่าตอนนี้ได้ก็คงดี
ดูวิดีโอเก่าแล้วคิดว่าทำมาได้ดี ทนมาได้ดีครับ
เพราะทุกคน เลยได้แสดงทั้งภาพลักษณ์ที่น่าภูมิใจและภาพลักษณ์ที่เป็นธรรมชาติมากๆ

อนาคตก็อยากให้เต็มไปด้วยภาพลักษณ์แบบนั้นอีก จะไม่ได้ทักทายกันพักนึง แต่ได้มาดูวีดีโอเก่าๆ ย้อนความทรงจำด้วยกันแบบนี้ ถ้าช่วยปลอบใจทุกคนได้ซักพักก็คงดีครับ

ผมจะไปฝึกและกลับมาอย่างแข็งแรง กล้าหาญ เท่ เพราะฉะนั้นระหว่างนี้ก็ดูวิดีโอเก่าๆ ของพวกเราที่ซ่อนอยู่ทั่วโลก ดูไปยิ้มไป แล้วก็ดูวิดีโอคอนเสิร์ตของพวกเรา หวังว่าจะช่วยให้อดทนกับความคิดถึงได้ครับ

ผมก็จะคิดถึงทุกคนไปด้วยระหว่างที่พยายามฝึกให้ดีแล้วกลับมา รักษาสุขภาพให้ดี อยู่กันดีๆ จนกว่าจะได้พบกัน ได้ทักทายกันอีกครั้งนะครับ อยู่กันดีๆ นะ อันนยอง~

โอ้ (มีคลิปจากเมมเบอร์)

นิชคุณ: อูยองอ่า ไม่ต้องพูดอะไรมาก ไปดีมาดี รักนะ ปย๊ง!~

จุนโฮ: อูยองอ่า จะต้องให้พูดอะไรล่ะ เราก็พูดกันอยู่ตลอดนะ แต่ขอบคุณแล้วก็รักเสมอ แล้วก็รู้สึกขอโทษมากเลยด้วย เราอยู่ด้วยกันมา 10 ปี ที่จริงฉันก็มีอะไรที่บกพร่องเยอะ นายเองก็มีอะไรที่ขาดอยู่หลายอย่างตอนพวกเรายังเด็ก เทียบกับตอนนี้นะ เลยอยู่แบบเครียดนั่นนี่
แต่ฉันว่าเหนือสิ่งอื่นใด การที่มีคนอย่างนายอยู่ในกลุ่มของพวกเรา โดยเฉพาะการเป็นเพื่อนที่มีจิตใจที่รู้จักนึกถึงคนอื่นเนี่ย ขอบคุณมากเลย แล้วก็เช่นกัน ขอบคุณนายที่ทำให้เมมเบอร์ยึดเหนี่ยวอยู่ด้วยกันมาได้จนถึงตอนนี้
จริงๆ เขินมากนะที่พูดแบบนี้ เลยไม่รู้จะไปพูดที่ไหนได้ ยืนอยู่ต่อหน้านายคงพูดไม่ได้หรอก ก็เลยรู้สึกขอบคุณโอกาสนี้ที่จะได้พูดจากใจ แค่หนึ่งจากร้อยส่วนก็ยังดี
ยังไงก็คิดว่าขอให้กลับมาอย่างลูกผู้ชาย อย่างเท่ ห้ามบาดเจ็บเด็ดขาด อดทนแล้วกลับมานะ
ที่เหลือก็ รักนะ จะให้ต้องพูดอะไรอีก รักนะจางอูยอง!
อูยอง: เจ้านี่จบแบบโมโหตลอดเลย โมโห

ชานซอง: ฉันเอง
อูยอง: ทำไมหน้าเป็นงั้น
ชานซอง: ไปดีๆ ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง อยากกินอะไรก็ติดต่อมา มีอะไรฉันจะซื้อไปให้ เข้าใจมั้ย ไม่ต้องห่วง จะผ่านไปด้วยดีแหละ ไฟ้ติ้ง รักนะ

อูยอง: อ่า ซึ้งอะ ขอบใจนะ 2PM สิบปีมานี้เหน็ดเหนื่อยกันมาก
ตอนนี้พี่แทคยอน พี่มินจุนก็คงฝึกอยู่อย่างขยันขันแข็ง ผมเองก็จะตามพวกฮยองไป…

(ตัดภาพมาที่ชาน นอกห้องถ่ายทำ ชานซองมารอเซอร์ไพรซ์)
ชานซอง: ถ้าตกใจมากๆ ก็ดีสิ

อูยอง: …จะฝึกอย่างขยันขันแข็งครับ แล้วก็ชานซองงี่ จุนโฮ คุณฮยอง อย่าเจ็บอย่าป่วย ทำกิจกรรมด้วยสุขภาพที่แข็งแรง แล้วพักร้อนออกมาเมื่อไรไปกินอะไรอร่อยๆ กัน รักนะ

(ชานซองเข้ามาเซอร์ไพรซ์)
ชานซองทักเรื่องผมอูยองว่าเดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอก
อูยอง: มันเป็นคอนเซปต์
ชานซอง: อ่าโทษที
อูยอง: ช่วงนี้ถ่ายละครคงจะยุ่งมาก ขอบคุณที่มานะ นี่ถ่ายละครเสร็จแล้วมาเหรอ
ชานซอง: ป่าววันนี้พักผ่อนอยู่บ้านแล้วก็ออกกำลัง
อูยอง: เมื่อกี๊ดูวิดีโอของคุณฮยอง นาย จุนโฮ แต่นายไปถ่ายที่ไหนทำไมหน้า…
ชานซอง: ห้องประชุมอะ โต๊ะเป็นสีขาว แล้วมัน
อูยอง: อ่อสะท้อน ขอบคุณมากนะที่สะท้อน ขอบคุณมากที่มา *กอด* นี่ นอกจากนายก็ไม่มีใครแล้ว
ชานซอง: รักษาสุขภาพด้วย ต้องขยันขันแข็งแต่ห้ามบาดเจ็บนะ เข้าใจมั้ย
อูยอง: อีกละ จะทำให้ดีแล้วกลับมา สุดท้ายบอกแฟนๆ หน่อย
ชานซอง: แฟนๆ ของเราทุกคน ที่จริงตอนฮยองสองคน(แทคคิม)ไปก็ไม่รู้สึกอะไรนะ ตอนนี้อูยองงี่อีกคน จะบอกว่ายังไงดี แก้วตาเหรอ ก็ไม่ใช่สิ (เป็นสำนวนที่มักใช้แทนความรักลูกของพ่อแม่)
ทุกคนช่วยเป็นกำลังใจให้มากๆ นะครับ อูยองจะทำให้ดีแล้วกลับมาครับ
อูยอง: ผมจะขยันขันแข็ง เพราะฉะนั้นชานซองมาช้าๆ นะ
ชานซอง: รบกวนมารีวิวให้ฟังแบบสดๆ แบบเรียลเลยด้วยนะ เพราะฉันต้องเตรียมตัวก่อนไป
อูยอง: “ทำไมเลขาคิมถึงเป็นงั้น” ไฟ้ทิ่ง (ช่วยโปรโมตละคร)
ชานซอง: กองทัพ ไฟ้ทิ่ง
อูยอง: อันนยอง~

[ซับไทย] Galaxy – อูยอง

Galaxy (ทางช้างเผือก) เป็นเพลงที่อูยองแต่ง เวอร์ชั่นปกติ 2PM จะร้องด้วยกัน 6 คน
อูยองนำมาร้องเดี่ยวในคอนเสิร์ตโซโล่ ทัวร์ญี่ปุ่นครั้งสุดท้ายก่อนเข้ากรม

คลิปนี้ SONY Japan ปล่อยออกมาโปรโมต DVD ทัวร์ ไม่กี่วันก่อนอูยองเข้ากรม

ดูเนื้อเพลงแล้วรู้สึกได้ว่าอูยองรักแฟนๆ มากแค่ไหน

[แปล] รวมสัมภาษณ์อูยองจากงานแถลงข่าวอัลบั้มโซโล่เกาหลี 헤어질 때 15/1/2018

ฉบับรวบรวมและเรียบเรียงใหม่จากข่าวที่แสดงบนเว็บไซต์ Naver
30 ข่าวจาก 20 สำนักข่าว
(10Asia, BizEnter, Break News, Dailian, DongA, HeraldCorp, HeraldPop, KBS Media, Kuki News, Newsen, OSEN, Sedaily, Sports Today, Sportsseoul, Sportsworld, SPOTVNews, Star Hankook, Starnews, 경인 일보, 일관스포츠)

***เป็นข้อความที่แปลและเรียบเรียงใหม่เพื่อความต่อเนื่องและเหมาะสม อาจมีข้อผิดพลาด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน***

แปล KR-TH และเรียบเรียงโดย wyshoney

อูยองพูดถึงอัลบั้ม อธิบายเพลง แนวคิดต่องานเพลง 2PM เมมเบอร์ ลุงผัก ปัญหาที่เคยอยากออกจากวงการ แผนการเข้ากรม แผนอัลบั้มครั้งหน้า โอกาสงานแสดงและรายการวาไรตี้

อัลบั้มล่าสุด

ไม่ได้ออกอัลบั้มโซโล่มานานถึง 5 ปีครึ่ง ก็เลยมีความต้องการมากกว่าครั้งไหนๆ

เพราะจดจ่อกับกิจกรรมที่ญี่ปุ่นเลยทำให้ไม่ค่อยได้ใส่ใจกิจกรรมที่เกาหลีเลย คือมีโอกาสได้ขึ้นเวทีที่ญี่ปุ่นมาก ที่ญี่ปุ่นมีโอกาสดีๆ เยอะให้สามารถทำกิจกรรมในนามของตัวผมเองได้ เพราะไม่อยากทิ้งโอกาส ก็เลยทำไปทีละอย่างๆ ก็ปรากฏว่ากิจกรรม(ที่ญี่ปุ่น)ยาวนานเลย ส่วนที่เกาหลีถ้ามีโอกาสก็อยากจะรวมตัวในฐานะ 2PM อยู่เสมอ มีความคิดว่า “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็อยากทำกิจกรรมเพื่อ 2PM” เยอะมาก คิดอยู่ตลอดว่ามารวมตัวกันเพื่อ 2PM กันเถอะ

การออกอัลบั้มใหม่ก็มีความหนักใจ แต่ช่วงนี้ก็มีความสุขมาก เป็นเรื่องที่ไม่รู้จะขอบคุณยังไง ช่วงเวลาที่ก้าววิ่งมาอย่างขยันขันแข็ง สิ่งเล็กๆ น้อยๆ กำลังเข้ามาอย่างยิ่งใหญ่ เพราะได้ออกเพลงที่แต่งเองหลังจากเดบิวต์มาสิบปี โดยส่วนตัวแล้วเป็นงานใหญ่นะที่จะได้ให้ผู้คนมากมายฟังดนตรีของผม นี่แค่ก่อนอัลบั้มจะเปิดตัวยังรู้สึกปลื้มแล้วก็อารมณ์ดีอย่างกับได้ขายอัลบั้มไปจนถึงจัดคอนเสิร์ตเสร็จเรียบร้อยแล้ว

รู้สึกว่าต้องเดบิวต์ผ่านมาแล้ว 10 ปี ถึงเป็นเวลาที่เหมาะจะให้ฟังเพลงโซโล่ของผม เพราะความคิดด้านดนตรีลึกซึ้งขึ้นและมีความรักมามากขึ้น

ที่ผ่านมามีดนตรีที่อยากทำเยอะมาก เพลงของผมเลยเต็มไปด้วยการบอกเล่าเรื่องราวในเวลาที่ผ่านมา ถ้าได้ลองฟังดูก็คงจะรู้ มีเนื้อหาเกี่ยวกับทั้งความรักและการจากลา เป็นอัลบั้มที่ใส่ช่วงวัยรุ่นของผมซึ่งตอนนี้อายุเข้า 30 แล้ว ผมไม่ค่อยเก่งเรื่องการมีแฟน แต่ก็เหมือนจะสะท้อนความรู้สึกต่างๆ จากประสบการณ์ได้ระดับนึง

ตอนทำเพลงก็เหนื่อยและลำบากนะ แต่ดูจะออกมาเป็นของขวัญที่มีค่ามาก

(ปกอัลบั้ม) ถ้าไปถ่ายที่เท่ๆ มันก็คงออกมาเท่ดี แต่ชอบแบบที่เป็นธรรมชาติมากกว่า ถ่ายที่บ้านก็ได้ถ่ายทอดมุมพักผ่อน เป็นพื้นที่ที่ทั้งทำงาน ทั้งอยากทำอะไรก็ทำได้หมด ทั้งจำเป็นแล้วก็ชอบมาก เลยอยากถ่ายที่บ้าน

(เพราะได้ผ่านทั้งจุดสูงสุดและปัญหาหนักๆ อูยองเลยมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้นกว่าแต่ก่อน)

พยายามจะตรงไปตรงมามากขึ้น ต่อไปก็จะยังอยู่เป็นดาราที่ดี เป็นไอดอลที่ดี จะทำกิจกรรมอัลบั้มนี้ด้วยทัศนคติแบบนั้น

ยังไงจุดเริ่มต้นของคนอย่างผมก็คือการเป็นไอดอล ถ้าดูจากอัลบั้มจะเห็นว่ามีแนวเพลงหลากหลาย พยายามขยายแนวเพลงให้กว้างขึ้น ผมไม่ชอบยึดติดกับแค่สไตล์เดียว พี่จินยอง(ลุงผัก)ช่วยสอนเยอะเลย อัลบั้มนี้มีเพลงที่คนละแนวไม่เข้ากัน แน่นอนว่าต้องมีคนที่คิดว่าดนตรีของผมยังบกพร่อง จะมองว่าคิดน้อยก็ได้ โง่ก็ได้ ดูเป็นศิลปินก็ได้ ดูไม่เป็นมืออาชีพก็ได้ แต่ไม่อยากใส่ใจกับเรื่องพวกนั้น มันไม่จำเป็นต้องแบบ ‘เราเป็นคนทำดนตรีแนวนี้’ ‘เป็นดนตรีที่สมบูรณ์แบบ’ หรอกใช่มั้ย อันนี้ก็เพราะผมคิดว่าเราเป็นไอดอล เพราะฉะนั้นจะลองทำอะไรก็ได้ ตอนนี้เหตุผลที่ยังทำเพลงต่อไปก็คงเพราะได้ชื่อว่าเป็นไอดอลนี่แหละ ไม่จำเป็นต้องเขิน ไม่ต้องอาย อยากใช้(คำว่าไอดอล)เป็นข้ออ้างให้ลองทำอะไรอีกมากมาย

สำหรับผมแล้ว รู้สึกเหมือนตอนนี้ได้กลายเป็นนักร้องจริงๆ ตอนนี้มีความตั้งใจ(ด้านงานเพลง)ที่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนได้เติมเต็มความต้องการของตัวเองแล้ว เพราะได้รับการยอมรับจากพี่จินยองแล้ว (ยิ้ม) นั่นคือเป้าหมายของผมตอนที่ออกอัลบั้มแรก แล้วก็อยากจะละความโลภลงเพื่อให้แฟนๆ พร้อมกับสาธารณชนได้รู้ว่าจางอูยองเป็นคนที่ทำดนตรีแบบนี้นะ อยากเป็นคนที่สามารถ(ทำเพลงที่)แสดงให้เห็นว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน มากกว่าจะอยากได้ชื่อว่าเป็นนักแต่งเพลงดีๆ มีเป้าหมายแค่ได้รับการยอมรับในฐานะนักร้อง ในฐานะไอดอล ในระดับที่สามารถเป็นตัวแทนของ 2PM ก็พอแล้ว

พอผมได้ลองทำเพลงเองเรื่อยๆ ก็คิดอะไรได้มากขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะ ท้ายที่สุดของความคิดพวกนั้นก็ได้คำตอบว่า “แค่ทำสิ่งที่เราอยากทำไม่ได้หรอก” เกิดความคิดว่า สิ่งที่เรียกว่าดนตรีน่ะ ต้องเป็นการปลอบโยนด้วยกันทั้งในสิ่งที่ผมอยากทำ ทั้งกับคนฟัง อยากให้แฟนๆ และคนทั่วไปมองเห็นจางอูยองแล้วรู้สึกว่าเป็นคนที่กำลังทำเพลงที่สามารถปลอบโยนทุกๆ คน

พี่จินยองอยากให้น้องทำได้ดี อยากให้คนรักเพลงของอูยองและรักอูยองเยอะๆ เคยบอกไว้ว่าเราสามารถทำตามใจตัวเองได้ แต่ต้องลองคิดว่าจริงๆ แล้วทำสิ่งนั้นเพื่อใคร จะไม่ดีกว่าเหรอถ้าผู้คนชอบและรู้สึกร่วมได้มากขึ้น ไม่ใช่ว่าเราอยากเต้นก็เลยเต้นแล้วคนจะสนุกด้วย ไม่ใช่ว่าคนจะชอบทั้งหมด ก็เลยตระหนักได้ว่าอยากทำเพลงที่ผู้คนจะรัก ก็เลยดูเหมือนจะเกิดความเปลี่ยนแปลงไปมากจากดนตรีที่เน้นการโชว์ แน่นอนว่าก็อยากทำเพลงที่สามารถเต้นได้ แต่เหมือนจะต้องดูตามความจริงในตอนนี้ พยายามจะมองตัวเองตามความเป็นจริง และต้องลองโฟกัสที่ดนตรีก่อน พอโฟกัสที่ดนตรีไปเรื่อยๆ ก็ได้เพลงแนวป๊อปบัลลาดออกมา

เสียงตอบรับจากเมมเบอร์และทีมงาน

แต่ละครั้งเวลาแต่งเพลงจะทำด้วยความคิดว่า “เพลงนี้จะมาเป็นเพลงไตเติ้ลของอัลบั้มนี้นะ”

เพลงที่ใช้เวลาแต่งนานที่สุดคือ I Like ใช้เวลาเกิน 1 ปี เขียนขึ้นตอนเตรียมอัลบั้มญี่ปุ่น แต่นูน่าที่เป็นหัวหน้าทีม TF ของ 2PM บอกว่าเพลงนี้น่าจะออกเป็นภาษาเกาหลี ต้องออกที่เกาหลีให้ได้เพราะเนื้อหาซึ้งและซื่อตรงมาก ก็เลยเก็บเอาไว้ตลอด เพลงนี้แต่งเพราะอยากให้เมมเบอร์ฟังมากเลย เป็นเพลงที่พูดถึงตัวผมเองแต่อยู่ดีๆ สุดท้ายก็จบว่าสิ่งที่ผมชอบคือ 2PM เมมเบอร์ก็เลยชอบมาก เมมเบอร์ซึ้งมาก

เหตุผลที่แต่งเพลง I Like เป็นแรพ เพราะมีเรื่องที่อยากเล่าเยอะ เลยจำเป็นต้องใช้แนวเพลงแรพ โดยที่ไม่สนถ้าคนจะคิดว่าไอดอลมาร้องแรพ เพราะยังไงผมก็ไม่ใช้แรพเปอร์อยู่แล้ว อยากจะใช้ความเป็นไอดอลเป็นข้ออ้างให้ทำได้ทุกอย่าง

ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้หลังให้เมมเบอร์ฟัง ‘แยดึลรา’ ก็เริ่มเรียกผมว่า “ไอ้เด็กบ้า” กัน (หัวเราะ) ก็มีเสียงตอบรับแบบ “นายนี่มันคนบ้ามากเลยนะเนี่ย นี่มันจางอูยองจริงๆ เลยไม่ใช่เหรอ” ทั้งฮยองแดนเซอร์ที่ช่วยออกแบบท่าเต้น หรือคนที่ช่วยแต่งหน้าทำผม หลายๆ คนที่อยู่กับผมมานานบอกว่า “นี่มัน JYP ก็ไม่ใช่ Psy ก็ไม่ใช่ เหมือนโลกใหม่เลย นี่มันเป็นเทรนด์เลยไม่ใช่เหรอ” “ทำแบบนี้แหละ แยกออกจากพี่จินยองได้แล้ว” แต่ทุกคนก็เข้าใจนะครับว่าทำแบบนั้นไม่ได้ (หัวเราะ) เมื่อฤดูร้อนปีที่แล้วบอกพี่จินยองว่าอยากใช้แยดึลราเป็นเพลงไตเติ้ลของอัลบั้ม แต่พี่จินยองปฏิเสธ บอกว่า “อูยองอ่า ทำให้มันประสบความสำเร็จเถอะ” พี่จุนเคฮยองเชียร์ให้ใช้เป็นเพลงไตเติ้ล แต่ผมก็รู้ว่าเป็นไม่ได้ แต่ก็ยังเป็นเพลงที่ติดใจมาก เป็นเพลงไตเติ้ลในใจ ถ้าออกอากาศได้ก็อยากทำให้ถึงที่สุด เป็นความท้าทายจริงๆ ส่วนเพลงตุ๊ก ทุกคนชอบ ก็เลยคิดว่าอันนี้เป็นเพลงไตเติ้ลได้

เพลง Party Shots ยังไงก็ต้องผลักดันให้ได้ออก แต่ถ้าโปรโมทในเกาหลีคงหนีกันหมด
นักข่าว: แฟนๆ เหรอ
อูยอง: เพื่อนๆ ด้วย
นักข่าว: เมมเบอร์ล่ะ
อูยอง: คงหนีไม่ได้มั้งเพราะติดสัญญา (หัวเราะ)

ช่วงนี้ทุกคนก็ยุ่งๆ แต่พยายามมาเจอกันให้ได้มากที่สุด อย่างวันออกอัลบั้มตรงกับวันเกิดจุนเคฮยอง ก็ได้เจอจุนเคฮยอง นิกคุณฮยอง แล้วก็ชานซอง ทั้งสามคนได้ฟังเพลงในอัลบั้มแล้ว ก็ช่วยเชียร์ครับ จุนเคฮยองถามว่านี่ออกอัลบั้มเนื่องในวันเกิดเค้ารึป่าว ชอบใจมาก (หัวเราะ) จุนโฮถ่ายละคร Just between lovers อยู่พูซานตลอด แล้วก็ไปญี่ปุ่น ก็เลยยังไม่ได้ให้ฟังเพลงของผม แค่จะเจอกันยังลำบาก ได้เจอจุนโฮเมื่อตอนงานแต่งตั้งทูตเชจู คิดถึงเมมเบอร์ตลอด (ยิ้ม)

เดือนมกรามีนักร้องคัมแบคเยอะเลย หนักใจมั้ย

หนักใจมาก (หัวเราะ) ก็แค่ต้องยอมรับ สมัยก่อนถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้จะหงุดหงิดอยู่คนเดียว โทษจังหวะเวลา โทษลมฟ้าอากาศ อะไรก็เป็นสาเหตุได้หมด มันเป็นระบบที่เลี่ยงไม่ได้ที่ต้องทำสงครามกับนักร้องคนอื่นๆ ตั้งตารอว่าบรรดาเพื่อนร่วมงาน รุ่นพี่รุ่นน้องจะทำการแสดงแบบไหน ต้องยอมรับคะแนนในชาร์ตให้ได้อย่างใจเย็น เพราะแบบนั้น พอลองได้มาทำดนตรีแล้วก็เหมือนว่าผมเองก็จะเกิดความโลภที่ไม่ดีขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ออกโซโล่ชนกับซอนมี โจควอน สู้กับศิลปินจาก JYP

คิดว่าถ้าทุกคนทำได้ดีก็คงจะดี ทุกคนก็มีแต่อยากจะให้เพื่อนทำได้ด้วยดีเท่านั้น การที่ซอนมีเซ็นสัญญากับค่ายอื่น ได้ออกอัลบั้มแล้วทำได้ดีก็ยินดีด้วยมาก การที่โจควอนได้คิดเรื่องดนตรีเยอะๆ และได้แสดงภาพลักษณ์ใหม่ก็เป็นเรื่องดี สำหรับผมถือเป็นเรื่องดีเพราะเป็นเหมือนสมาชิกครอบครัวเดียวกัน ก็คิดนะว่าถ้าเป็นเมื่อก่อนคัมแบคชนกันแบบนี้จะเป็นการแข่งขันมั้ย มีหลายคนบอกว่าเป็นสงครามเพราะเคยอยู่ค่ายเดียวกัน แต่ไม่ใช่นะ คิดว่าตอนนี้เป็นเวลาที่ต้องสนับสนุนกันและกันมากกว่า ลองได้อยู่บริษัทเดียวกันมา ก็มีความรู้สึกที่เหมือนเกี่ยวแขนกันไป การสนับสนุนกันในเวลาที่ต่างคนต่างเดินไปในเส้นทางของตัวเอง แบบนั้นถึงจะเรียกว่าครอบครัวจริงๆ ไม่ใช่เหรอ

เปรียบเทียบกับโซโล่แรก

ตอนโซโล่อัลบั้มแรก เป็นพี่จินยองที่ให้โอกาสมากกว่าจะอยากออกเอง พี่จินยองให้ลองขึ้นเวทีคนเดียว ตอนนั้นแทบไม่ค่อยมีอะไรจะแสดงให้เห็น แถมยังขาดความมั่นใจ แล้วแทนที่จะเต้นอย่างที่ใจอยาก ก็ดันเต้นไปคำนวณไป(ว่าควรเต้นยังไงดี) ตอนนี้ไม่คำนวณแล้ว ไม่เก็บไว้ในหัวแล้ว เรียบง่ายมากขึ้น โล่งมากขึ้น

เพลง Sexy Lady เป็นเพลงที่พี่จินยองแต่งขึ้นเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ผม เค้าให้เพลงนี้มาพร้อมกับบอกว่า “ลองเต้นคนเดียวบนเวทีดู” ไกด์มาอย่างหล่อมาก แต่ผมก็ตามประสบการณ์ที่เค้าสั่งสมมาหลายปีไม่ทันหรอก ผมรู้สึกได้ผ่าน Sexy Lady ว่าการเป็นนักดนตรีต้องมีความเป็นผู้ใหญ่ด้วย ตอนนั้นผมคงยังเด็กไปมาก รู้สึกได้ว่าต้องผ่านการเติบโตด้วยตัวเอง(ถึงจะเข้าใจความหมายของเพลง)

ส่วนอัลบั้มครั้งนี้ออกมาจากกระบวนการที่ผมได้อยู่กับดนตรี ที่ผ่านมา ก่อนออกอัลบั้มทุกครั้งจะยุ่งจนไม่รู้เรื่องเลย แต่ครั้งนี้มีความซาบซึ้งและปลื้มใจกับการออกอัลบั้มมาก

อัลบั้มนี้ละเรื่องโชว์ มาเน้นที่เนื้อร้องและทำนอง แล้วก็ได้เรียนรู้มากเลยครับ โดยเฉพาะคำแนะนำของพี่จินยองก็ช่วยได้มากเลย อย่างเพลงไตเติ้ล ‘ตุ๊ก’ พอให้ฮยองฟัง ผ่านไปไม่ถึงห้านาทีเค้าก็ตอบมาเลยว่าดี ถึงจะบอกว่าให้แก้เนื้อเพลงตามท่อนที่สองหมดเลยก็เถอะ (หัวเราะ)

เนื้อเพลงที่เขียนตอนแรกคือ หลังเลิกกันแล้วฉันก็ร้องไห้อยู่คนเดียว บอกตัวเองว่าหยุดร้องไห้เถอะ พี่จินยองชอบเนื้อเพลงท่อนที่สองที่บอกว่า “เลิกเสแสร้งได้แล้ว” พี่จินยองฟังแล้วพลิกประเด็นและบอกให้ลองเปลี่ยนเนื้อ ช่วยแนะนำการเรียบเรียงและแก้ไขเนื้อเพลงให้โดยปรับเพิ่มจากเนื้อเดิมที่ผมเขียนออกมากลายเป็นเวอร์ชันนี้ อัพเกรดขึ้นได้เพราะพี่จินยองช่วยดูเยอะเลย 

ชื่อเพลงตุ๊กอาจจะฟังดูเด็กไปหน่อย เหมือนคำที่เอาไว้ปลอบเด็ก แต่เพลงนี้เป็นเพลงบอกลาที่เขียนขึ้นจากมุมมองของผู้ชาย สถานการณ์ที่มาพบกันเพื่อบอกเลิก แฟนสาวซึ่งไปมีคนใหม่แล้วเอาแต่ร้องไห้เยอะจนเรารู้สึกว่า “เพราะเธอฉันเลยร้องไห้ไม่ออก” ฝ่ายหญิงอยากจะรีบๆ เลิก ส่วนฝ่ายชายก็มองว่าที่ผู้หญิงร้องไห้อยู่นี่เป็นน้ำตาปลอมๆ จริงๆ แล้วเป็นฉันต่างหากที่อยากจะร้องไห้

คำว่าตุ๊ก (โอ๋) สุดท้ายแล้วก็คือคำที่ผมอยากบอกตัวเอง ทีนี้เลิกกลัวและลุกขึ้นได้แล้ว เลิกสะลึมสะลือ เลิกเหนื่อย เลิกคิดมาก เลิกปิดบัง เลิกร้องไห้ได้แล้ว เลิกหลบซ่อนแล้วออกมาซ่าบ้างก็ได้ อยากบ้าๆบอๆ อยากออกไปวิ่งเล่นอย่างบ้าคลั่ง ทีนี้ก็เกเรได้แล้วมั้ง อยากจะใช้ชีวิตด้วยความรู้สึกแบบนั้น

(เพลงตุ๊กในช่วงคัมแบค) จะไม่เน้นที่การแสดง เป็นเพลงที่ อยากจะแค่ขึ้นเวทีไปกับนักกีตาร์กับกลองแล้วก็ยืนอยู่บนเวทีเฉยๆ ร้องเพลงแบบเรียบๆ ไม่มีโชว์อะไร แปลกนะ อยากให้ฟังมากกว่าจะอยากให้ดู มาถึงเวลาที่อยากเล่นคอนเสิร์ตกับดนตรีที่แสดงสดจริงๆ แล้ว เมื่อก่อนนี้รู้สึกว่ามันแปลก แต่ตอนนี้กลายเป็นจะรู้สึกแปลกถ้าต้องร้องกับ MR (เสียงดนตรีที่อัดไว้)

ผมเป็นคนชอบเต้นมาก แต่ครั้งนี้เน้นแค่ที่เนื้อเพลง ทำนอง บรรยากาศของเพลงแล้วก็ความรู้สึกร่วม ก็เลยตัดเรื่องแสดงออกไปโดยปริยาย มีท่าเต้นขำๆ ที่ผมคิดไว้ แต่คงจะถึงขั้นเรียกว่าโชว์ไม่ได้ สำหรับผมแล้วรู้สึกเหมือนได้กลายเป็นนักร้องจริงๆ ไม่ต้องสนใจว่าใครจะวิจารณ์ยังไง

ตอนนี้อยากแสดงให้เห็นตัวตนแบบที่เป็นจริงๆ เมื่อก่อนทำเป็นหล่อ ทำเป็นเต้นเก่ง แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นความคิดว่า “เดี๋ยวผมจะเต้น ลองดูนะ” มากกว่า ถ้ามีคนชมว่า “ถ้าเป็นการเต้นละก็ต้องอูยองเลย” ก็จะรู้สึกว่า “เย่! ยังมีความหวัง!” (ชูกำปั้นสองข้างขึ้นสูง)

(การทำงาน) อยากรับผิดชอบด้วยตัวเอง ไม่อยากไปโทษคนอื่น (เตรียมคอนเสิร์ตเอง) ต่อให้โมโหก็อยากให้โมโหพวกเรากันเอง พอได้ลองทำเอง ถ้าสุดท้ายออกมาแล้วมีจุดที่เสียดายก็รู้ว่าเสียดายตรงไหน อยากทำตรงไหนให้ดีขึ้น ทำไมเราต้องขึ้นเวที ก็ได้รู้อย่างชัดเจนขึ้น ได้เรียนรู้เยอะ

เล่นคอนเสิร์ตเยอะขึ้นๆ เรื่อยๆ ก็ทำให้ได้รู้จักตัวเองด้วย ว่านี่เองคือเส้นทางที่ฉันอยากเดิน

(คอนเสิร์ตโซโล่) ต้องขอบคุณที่บัตรขายหมดทั้งสองวัน เลยได้เปิดเพิ่มอีกหนึ่งวัน คอนเสิร์ตจะเป็นจางอูยองที่ผมอยากเป็นมาก วิ่งเล่นไปมาและร้องเพลงตามใจอยาก จะเป็นเวทีที่พัคจินยองต้องตกใจ อยากทำดนตรีตามภาพความสนุกอย่างที่เป็นจริงๆ

พูดถึงพัคจินยอง

พี่จินยองคือคนที่คอยหวังให้พวกเราได้ดีครับ บอกว่า ‘พวกนายต้องเติบโตด้วยดนตรีนะ’ แล้วก็เป็นห่วงเรามาก เวลาซ้อมร้องเพลงหรือแต่งเนื้อเพลงก็ช่วยอธิบายอย่างละเอียดมาก(ปกติลุงผักจะสอนนักร้องใหม่ๆ ร้องเพลงที่ตัวเองแต่งให้ แต่ไม่ได้สอน 2PM มานานเพราะแต่งเพลงกันเองแล้ว) ครั้งล่าสุดตั้งแต่ปี 2013 เพลงอีโนแรทึดโกโทราวา (Come back when you here this song) พี่จินยองไม่ได้แต่งเพลงตุ๊ก แต่ก็ช่วยสอนการร้องให้ผมอีกครั้ง ทำให้รู้สึกเหมือนย้อนกลับไปสมัยเป็นเด็กใหม่และได้รู้สึกว่าพี่จินยองยังใส่ใจอยู่เสมอ

ถึงอย่างนั้นผมก็แสดงความคิดของตัวเองด้วย ไม่ใช่การพูดอยู่ฝ่ายเดียวแต่เป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองกัน ทำแบบนั้นแล้วก็จริงอยู่ว่ามีเถียงกันบ้าง แต่มันก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นประจำอยู่แล้วระหว่างนักร้องกับโปรดิวเซอร์ (ยิ้ม)

พี่จินยองเคยบ่นและหงุดหงิดเพราะพวกเราไม่ยอมฟังเค้าเยอะเลย พวกเรา  คิดว่าทิศทางกับสีสันของดนตรีที่เราอยากทำคือสิ่งสำคัญ แต่พี่จินยองถามว่าอันนั้นมันเหมาะกับความเป็นจริงเหรอ ถ้าลองคิดดูให้ดี สุดท้ายแล้วคือพี่เค้าพยายามบอกให้เราทำได้ดีๆ นั่นแหละ แล้วยังไงก็ต้องยอมรับในประสบการณ์และสายตาของพี่จินยองที่มองเห็นตามความเป็นจริง ต้องมีเซนส์ที่จะเข้าใจให้ได้เร็วๆ ว่านั่นคือสิ่งที่พี่เค้าอยากจะบอก พี่เค้ากลัวเด็กๆ จะเสียใจเลยไม่กล้าพูดอะไรมาก สุดท้ายแล้วก็ถูกติและเสียใจอยู่ดี แต่(พี่จินยอง)ก็คิดเรื่องคำพูดหนักมาก ผมรับฟังคำแนะนำแล้วลองมาคิดดู ก็นึกได้ว่าเค้าเป็นถึงคนตั้งบริษัท JYP แต่งเพลงดังมาเยอะมาก พอแบบนั้นก็เลยค่อยยอมรับได้เอง (หัวเราะ)

ปัญหาในช่วงวัยรุ่นของการเป็นดาราที่ทำให้เกือบออกจากวงการ

เพิ่งจะเริ่มเข้าวัยรุ่นเมื่อประมาณ 5 ปีก่อน มีช่วงเวลาที่กลับไปพักที่พูซานและคิดอะไรเศร้าๆ หลายอย่าง

เพราะเป็นนักร้อง ก่อนหน้านี้ก็เลยมองตัวเองในฐานะดาราซะมาก ขณะที่ทำงานเป็นดาราไปก็มีความสับสนมาก ชอบดนตรี ก็เลยมาออดิชั่น ได้เดบิวต์เป็น 2PM แต่มีชื่อเสียงและได้รับเงินทองที่ไม่น่าจะหาได้ตั้งแต่อายุยังน้อย อยู่ดีๆ ก็รู้สึกว่ามันแปลกมาก ที่ได้แสดงในฮอลล์ใหญ่ๆ และขึ้นชื่อว่าโด่งดัง คิดหนักมากว่าทำไมเราถึงต้องมีชื่อเสียงด้วย

ใช้ชีวิตช่วงวัย 20 ต้นๆ โดยทำเป็นเข้าใจในสิ่งที่ไม่เข้าใจ อารมณ์แบบอยู่กับเพื่อนวัยเดียวกันอยู่ดีๆ ก็ต้องแยกมา ในระหว่างที่เตรียมตัวออกสู่โลกภายนอกก็มุ่งไปไหนซักที่แบบ(จิตใจ)ไม่ได้หยุดพัก สะสมความรู้สึกเหนื่อยหน่ายของตัวเองเอาไว้

อาชีพดาราเป็นงานที่ห่อหุ้มตัวตนของผม เมื่อก่อนนั้นต้องทำตามกระแสทั้งที่ไม่เข้าใจเลย อย่างเช่นการสร้างกล้ามเนื้อหลัง อยู่มาได้ด้วยทักษะ ผมอยากจะตรงไปตรงมากว่านี้ อยากจะซื่อตรงขึ้นบ้างซักนิดก็ยังดี แบบเวลาพูดตรงๆ ว่าคนอย่างผมเก่งอะไร ไม่เก่งอะไร ก็อยากจะสามารถพูดถึงตัวเองได้จริงๆ แต่เพราะทำอย่างนั้นไม่ได้ก็เลยอึดอัดว่า ‘ถ้างั้นเราจะทำเพลงไปทำไม’ คงเป็นเพราะว่าต้องผ่านอะไรเยอะตั้งแต่อายุยังน้อยมั้งครับ เป็นไอดอลไปอยู่ๆ เกิดหลงทาง เป็นคนโง่ที่ติดอยู่ในกรอบว่าฉันต้องทำเพลงแบบนี้ ต้องเต้นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร เคยสงสัยว่า “ทำไมเราถึงถูกเรียกว่าเป็นไอดอล” “ทำยังไงถึงจะเก่ง” “ทำไมต้องทำด้วย” จนถึงขั้น “ทำไมต้องใช้ชีวิตอยู่” ซึมเศร้าลงเรื่อยๆ

อย่างแรกคือลดการออกอากาศให้น้อยที่สุด จริงๆ คือพอไปออกรายการก็  ไม่มีอะไรจะพูดครับ เพราะไม่มีเรื่องอะไรเลยนอกจากความเหนื่อย ไม่สามารถยืนอยู่ต่อหน้าผู้คนได้ ต้องออกไปยิ้ม แต่คงเสแสร้งทำไม่ได้ คิดว่าพักบ้างก็น่าจะได้ แทนที่จะไปออกรายการหรือทำกิจกรรม เลยเริ่มเรียนกิจกรรมอื่นอย่างวาดรูป ลองไปเรียนดำน้ำแบบสกินสคูบา ลองเรียนดนตรีอย่างบ้าคลั่ง ลองซื้อหนังสืออาร์ตบุคที่ไม่เคยจะอ่านมาก่อน ไปตามทางของตัวเอง ตอนนั้นเหมือนผมอยากจะมีกรอบและสีสันเป็นของตัวเอง พูดตามตรงเคยอยากจะเลิกเลย อยากจะเททุกอย่างให้หมด แต่คงหักหลังสมาชิกอีก 5 คนไม่ได้ ระดับ 5 คนนี้น่ะ จะให้ทิ้งไปคงไม่ใช่ ผมไม่สามารถพูดได้ว่าจะทิ้งเมมเบอร์แล้วเลิกเป็นดารา ทิ้ง 2PM ไปแล้วตัวเองสบายคนเดียวไม่ได้

เคยไปหาหมอดูไพ่ทาโร่ชื่อดัง หมอดูบอกว่า ผมเคยลำบากอยู่ช่วงนึงจนอยากจะเลิกทำงานนี้ แต่ผมจะทำงานนี้ไปจนตาย เค้าถามว่าอยากทำอะไร ผมก็บอกไปว่า ผมอยากทำทั้งงานดนตรี หนัง ทำเบื้องหลัง เค้าตอบว่าอยากทำก็ทำไป พอผมบอกว่าอยากทำเพลงประกอบภาพยนตร์ เค้าตอบว่าก็ทำไปให้หมด ผมพูดอีกว่าถ้าทำเพลงภาพยนตร์ก็คงอยากสร้างหนังด้วย เค้าตอบว่าเธอจะไม่พอใจกับงานพวกนั้นหรอก เธอจะเป็นดาราไปตลอดชีวิต

แค่คิดว่าจะไปดูดวงขำๆ แต่ที่เค้าบอกว่า เป็นดาราน่ะเหมาะแล้ว กลับเป็นคำพูดที่โดนใจมาก

เลยต้องอดทนและออกไปพบผู้คนเพื่อหาวิถีทางยังไงก็ได้ให้ยังอยู่ในวงการได้ อันนั้นต้องขอบคุณเลยที่ช่วยให้ผ่านมาได้

พึ่งพาพี่จินยองมาก แต่ไม่อยากรบกวนเมมเบอร์เพราะแต่ละคนกำลังทำในส่วนของตัวเองได้ดี ไม่อยากทำลายบรรยากาศ

นอกจากพี่จินยองแล้วก็อยากเจอบรรดาฮยองคนอื่นๆ ด้วย ตอนนั้นได้ไปพบผู้คนจากหลายสาขาเพื่อพูดคุยเรื่องการใช้ชีวิต ทั้งอาจารย์ชเวแบคโฮ (최백호นักร้องรุ่นใหญ่) และอีบยองอู (이병우นักแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์)

ดูสารคดีของอาจารย์ชเวแบคโฮแล้วประทับใจ เลยตามไปพบอาจารย์ ทั้งที่ไม่เคยเจอมาก่อนเลยซักครั้ง แต่ไม่รู้นึกยังไง คิดว่าจะต้องเจอให้ได้ แล้วก็ติดต่อผ่านคนรู้จัก อาจารย์ตกใจที่มีไอดอลมาหา เป็นช่วงเวลาที่อยากรู้ว่าทำไมต้องทำเพลงมากพอๆ กับความอยากมีชีวิตอยู่ อยากรู้ว่าคนที่ทำเพลงมานานๆ อย่างอาจารย์เค้าทนกันได้ยังไง มองการใช้ชีวิตยังไง ใช้ชีวิตด้วยแนวคิดยังไง ไม่ใช่ในฐานะดารา แต่สงสัยในฐานะมนุษย์ด้วยกัน พอได้เจอตัวจริง อาจารย์เป็นคนที่ดูสดใสมากทั้งที่ใส่เสื้อผ้าธรรมดา ดูอ่อนเยาว์ทั้งความคิดและจิตใจ

ประทับใจสารคดี 음악은 우리를 어떻게 사로잡는가 (ดนตรีสะกดใจคนเราได้อย่างไร) ของช่อง EBS มาก และรู้สึกเหมือนคำพูดของนักร้องคิมชังวัน (김창완) ที่ว่า “มันยากที่จะพูดตรงๆ ยากที่จะบอกว่าเราทำไม่ได้ เราไม่รู้” เพราะผมเองก็แกล้งทำเป็นเก่งมาตลอด พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่รู้

แล้วตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ก็เริ่มเข้าใจว่า ถ้าไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ได้ ไม่จำเป็นต้องไปยึดติดกับคำวิจารณ์ แค่ยอมรับไปเฉยๆ ก็พอ ตอนนี้ตัดสินใจแล้วว่าต่อให้โดนด่าก็จะพูดตรงๆ ไม่ต้องไปคิดมากกับคำวิจารณ์ที่ใครจะพูดยังไงก็ได้ ถ้ามีเพลงที่อยากทำก็ลองให้บริษัทฟังแล้วก็ยอมรับกระแสตอบรับ

พอคิดได้แบบนั้นก็เกิดความมั่นใจ ทีนี้ก็เกิดความภูมิใจในการเป็นไอดอล ตอนนี้แหละที่เหมือนจะเพิ่งเริ่มเดบิวเป็นไอดอลอย่างแท้จริง และมีความมั่นใจในคำว่าไอดอลมากกว่าใคร นับว่าดีมากที่เอาชนะช่วงวัยรุ่นนั้นมาได้

อนาคตต่อไปก็คงพบหนทางอะไรกว้างขึ้นอีก คงหาวิธีรับมือในแบบของตัวเองได้ ถึงจะมีเรื่องลำบากก็คงจะก้าวผ่านและลุกขึ้นได้ด้วยดี

เดบิวมาสิบปีแล้ว น่าจะรู้สึกไม่ธรรมดา

เป็น 2PM มา 10 ปีก็มีทั้งเรื่องที่ดีและเจ็บปวด

ขณะที่ทำกิจกรรมผ่านไปในแต่ละปีๆ ก็ยิ่งลืมว่าได้ทำไปแค่ไหนแล้ว ปกติก็ไม่ได้นึกถึงแบบรู้สึกอยู่ตลอด  ทั้งผมทั้งเมมเบอร์เป็นพวกไม่ได้นั่งนับเวลาเท่าไหร่ แต่ทุกครั้งที่เจอรุ่นพี่ชินฮวาก็จะนึกขึ้นมาได้ ก่อนหน้านี้ไม่นานก็ได้เจอพี่ฮเยซองนอกงาน พี่มินอูก็มางานแฟนมีตของจุนเคฮยอง เวลาเจอที่สถานี(วิทยุ/โทรทัศน์)หรือในโอกาสไม่เป็นทางการก็จะกอดกันทักทายและคุยกันเรื่องกิจกรรมกลุ่มเยอะมาก ให้คำแนะนำมาเยอะเลย ทั้งในฐานะพี่ ในฐานะคนทำเพลง ในฐานะคนที่อยู่ร่วมกันเป็นทีม ในฐานะทีมเนี่ย แค่อยู่ๆ ไปน่ะง่าย แต่การทำให้แฟนๆเห็นเนี่ยค่อนข้างยาก พอได้เห็นพี่ๆ ชินฮวาแล้วก็ยิ่งรู้สึกอยากจะทำให้ดีขึ้นอีก ได้แต่คิดว่า “อยากทำให้ดีกว่าจัง” การทำกิจกรรมในฐานะสมาชิก 2PM ในเวลา 10 ปี มีเรื่องราวมากมายจริงๆ ทั้งเรื่องสนุกและเรื่องที่เจ็บปวด เมมเบอร์งอนกันเพราะคำพูดไม่กี่คำก็มี การทะเลาะกันในหมู่พวกเราเองก็มี พี่ๆ ชินฮวาทำกิจกรรมมานานกว่าเรา ก็สงสัยเหมือนกันว่าเค้าต้องผ่านจุดพลิกผันมามากแค่ไหน แล้วก็อยากจะตามรอยพี่ๆ ไปมากๆ เลย แบบเรื่อยๆ ชิลๆ แล้วก็อยากจะทำให้ดีกว่ามากๆ

ถ้าจะให้สอนอะไรรุ่นน้อง ก็คงได้แค่ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง อยากให้เห็นว่าใช้ความพยายามยังไงในแต่ละครั้งที่ออกอัลบั้มและขึ้นเวที ดนตรีสำคัญกับชีวิตตัวเองขนาดไหน

ต่อไปถ้าจะมีรุ่นน้องเข้ามาปรึกษา อยากเป็นรุ่นพี่ที่ดีเหมือนพี่จินยอง

2PM คงไม่ได้ทำกิจกรรมกลุ่มกันอีกซักพัก (เข้ากรม)

พอเสร็จคอนเสิร์ตสุดท้าย (6 Nights) ม่านปิดลง ทุกคนมากอดไหล่กันเหมือนอย่างกับนัดไว้แล้วก็ร้องไห้โฮ ตอนนั้นรู้สึกได้เลยว่าถึงไม่พูดอะไรร่างกายก็ไปเองตามธรรมชาติ ไม่มีใครอยากลงจากเวทีเลย กอดคอกันร้องไห้ เป็นน้ำตาของความดีใจ เสียใจ ความรู้สึกทุกอย่างท่วมท้น ต่างคนต่างบอกกันว่าทำดีแล้วนะ เหนื่อยมามากแล้วนะ แค่เหมือนทำงานเสร็จไปอีกขั้น แต่ไม่มีใครคิดนะว่าจะได้เจอกันอีกมั้ย ไม่มีอะไรแบบ “ไม่รู้จะได้เจอกันอีกเมื่อไร” เลย เพราะต้องได้เจอกันอีกแน่นอน ไม่ใช่ความเศร้าที่มันจบลงแล้ว แต่เป็นความภาคภูมิใจที่ได้ทำสำเร็จแล้ว และมีความมั่นใจว่าไปต่อกันอีกเถอะ

กว่าจะกลับมารวมตัวกันคงต้องใช้เวลานานหน่อย อย่างน้อยก็ซัก 4-5 ปี แต่ละคนก็มีความคิดของตัวเองเรื่องช่วงเวลาที่จะเข้ากรม ของผมคิดว่าเป็นครึ่งปีหลังของปีนี้ ก็ยังไม่แน่ใจ

เพราะโลภอยากจะทำกิจกรรมต่ออีกก็เลยเลื่อนมาเรื่อยๆ เลือกโฟกัสกับสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดทีละอย่าง จนในที่สุดมันก็ช้าไปแล้ว เพราะเป็นทีม ก็เลยตัดสินใจได้ยาก ไม่ได้ให้น้ำหนักกับการตัดสินใจของตัวเองมาก เพราะอยากอยู่กับเมมเบอร์ให้ได้นานที่สุด

ที่จริงอยากจะรีบเข้ากรมและรีบออก อยากรีบไปรีบกลับมา อยากลองผ่านประสบการณ์นั้นเร็วๆ อยากจะรู้ความหมายของการเป็นผู้ชายเกาหลีผ่านการเกณฑ์ทหาร เพราะผมยังไม่ได้เข้ากรมก็เลยมีความรู้สึกแปลกแยกอยู่เหมือนกัน บางทีก็รู้สึกเหมือนยังไม่เป็นลูกผู้ชายเกาหลีเต็มตัวด้วย ถึงขั้นที่เวลาฟังเรื่องของเพื่อนๆ ที่ไปเกณฑ์ทหารมาแล้วก็รู้สึกเหมือนตัวเองยังเด็ก

มีคำแนะนำจากแทคยอนมั้ย

แทคยอนนี่ฮยองปรับตัวได้ดีมากเลยยิ่งกลายเป็นอคแทคยอนมากขึ้นไปอีก ตอนนี้มีความแทคยอนมาก เวลาได้วันลาพักออกมาก็ไม่เหมือนกับคนที่เคยใช้ชีวิตแบบดาราเลย เหมือนคนที่เกิดมาเป็นทหาร เป็นคนที่โดดเด่นในกองทัพ เหมือนจะเข้ากับระบบนั้นได้ดีมาก สมกับเป็นอคแทคยอน น้ำหนักก็ลดลงและหน้าตาก็ดีมากด้วย

ถ้าให้ตามแทคยอนไป

เวลาคนนั้นทำอะไรละก็เค้าจะทำอย่างดีเลย เพราะงั้น…(หัวเราะ) ก็ไม่แย่นะ แต่ถ้าจะให้ดีแยกกันดีกว่า

แผนการก่อนเข้ากรม

ตอนนี้ไม่มีความคิดเรื่องอื่นเลยนอกจากการโต้รุ่งอยู่ในห้องแต่งเพลง อัลบั้มถัดไปน่าจะไม่(ต้องรอ)นานขนาดนี้ อยากออกอัลบั้มอีกครั้งประมาณหน้าร้อน เป็นแผนที่คิดเองอยู่คนเดียว ถ้าอยากออกอัลบั้มและทำกิจกรรม(คัมแบค)ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากบริษัทก่อน แต่ปีนี้อยากเน้นแค่กิจกรรมที่เกาหลี ถ้ามีวาไรตี้ก็อยากออกวาไรตี้ วิทยุก็อยากทำ อยากเล่นอะไรสนุกๆ กับรุ่นน้องในบริษัท

ไม่ได้ทำเพลงเก็บไว้ล่วงหน้า ถ้าทำเพลงเก็บไว้ก็จะต้องทำให้ได้อยู่ในอัลบั้มให้ได้ จะแต่งเพลงเวลาที่ต้องใช้ เวลาที่รู้สึกว่าต้องขึ้นเวที แต่งเพลงเพื่อใช้กับเวทีเพื่อให้  ไม่ลืมว่าเราเป็นคนทำการแสดง ได้เนื้อเพลงจากการเขียนโน้ตอะไรเก็บๆ ไว้เรื่อยๆ แต่ไม่ใช่ประเภทที่จะแต่งเนื้อเพลงเก็บไว้ล่วงหน้า

งานด้านการแสดง

ขอบคุณมากที่ถามกันเรื่องงานแสดง พอได้ยินแล้วก็อารมณ์ดี ภูมิใจนะแต่แอบเก็บไว้ในใจ ได้รับคำแนะนำให้ทำงานแสดงอยู่บ่อยๆ แต่รู้สึกพอใจมากแล้ว ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าอยากให้ดรีมไฮเป็นทั้งผลงานแสดงเรื่องแรกและเรื่องสุดท้าย จนถึงตอนนี้ก็ยังมีเสียงตอบรับว่าได้ดูดรีมไฮอย่างสนุก เกือบจะเทียบได้กับเรื่อง The Legendary Hometown (전설의 고향) เลยละครับ (หัวเราะ) ความจริงมีข้อเสนองานแสดงดีๆ เข้ามาเยอะเลยตั้งแต่เมื่อก่อน คงจะคาดหวังกับผมกันมาก ผมแสดงไม่เก่ง แต่อาจจะคิดว่าแสดงเก่งกัน อย่างชานซอง จุนโฮ แทคยอน เค้าชอบการแสดง สนุกกับการแสดง ส่วนผมทำแค่งานเพลงอย่างเดียวก็พอใจแล้ว เต็มที่แล้ว สนุกพอแล้ว เรื่องงานแสดงเอาไว้ให้กับคนที่เค้าอยากแสดงจริงๆ จะเหมาะกว่า ถ้าเวลาผ่านไป อายุมากขึ้นถึงเวลาไหนอยากแสดงขึ้นมาจริงๆ แล้วมีโอกาสทำงานแสดงค่อยลองไปออดิชันดู แล้วก็รับแม้แต่บทเล็กๆ คิดว่าอย่างนั้นถึงจะถูก น่าจะดีกว่า

รายการวาไรตี้

ปกติเป็นพวกไม่ค่อยได้ดูทีวี ก็เลยไม่รู้ว่าโลกเค้าไปถึงไหนกันแล้ว ช่วงนี้มีโปรแกรมอะไรบ้าง (หัวเราะ) แต่แทนที่จะเป็นรายการแบบใช้ร่างกายวิ่งไปวิ่งมา ผมเหมาะจะพูดคุยสนทนากับผู้คนแบบรายการทอล์คโชว์มากกว่า น่าจะทำได้ดีกว่า แบบรายการ Win Win (김승우의 승승장구) น่าจะสนุกกว่า

(เนื้อข่าว: รู้สึกได้ถึงความถ่อมตัวของอูยองจากการใช้คำพูดว่า “ได้รับโอกาส” อยู่บ่อยๆ ว่าได้รับความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง แทนที่จะพูดว่า “คว้าโอกาสได้” เช่น การได้ออกรายการวาไรตี้  Living Together in Empty Room – 발칙한 동거)

เมื่อก่อนนี้เหมือนเราเป็นคนทำ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ รู้สึกว่าได้รับโอกาส คิดว่ามีใครนึกถึงเราขึ้นมาแล้วก็มาตามหา ทำให้เราได้ไปตรงนั้น ไม่มีอะไรที่เราทำได้ด้วยตัวคนเดียว เกิดเป็นวิธีคิดแบบนี้ขึ้นมา

อนาคตกับ 2PM

หลังออกจากกรมแล้วอยากสนุกให้เต็มที่และเป็นไอดอลที่ก้าวไกลขึ้นไปอีก ช่วงนี้มักจะพูดกับทีม TF ของ 2PM กับพนักงานจวพอ. และพวกเมเนอยู่บ่อยๆ ว่าหลังออกจากกรมแล้ว ก่อนอายุ 35 อยากจะไปให้ทั่วโลก เพราะฉะนั้นให้ทุกคนทนอยู่กับบริษัทจนถึงตอนนั้นก่อน (หัวเราะ) อยากเป็นนักร้องเท่ๆ ตัวแทนประเทศเกาหลี อยากเป็นนักร้องที่ดีขึ้น เป็นดาราที่ดีขึ้น

(อายุมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องดูแลสุขภาพมากขึ้น) ไม่รู้ว่าจะแสดงบนเวทีได้นานเท่าพี่จินยองมั้ยด้วยซ้ำ อาจจะต้องหยุดต้องพักบ้าง แต่ตอนนี้ยังไม่อยากนึกถึง

อยากแต่งเพลงให้ 2PM ออกแบบเวทีคอนเสิร์ตให้เห็นความเท่มากขึ้น แล้วก็คิดเรื่องเสื้อผ้า

ผมจะไปตามทิศทางของทีม อยากจะขยันขันแข็งกว่านี้อีก และตอนนี้ก็มีแต่ความคิดในแง่บวก การที่ผ่านมาได้ถึงสิบปีก็เหมือนจะเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ เปรียบเหมือนดาบกับโล่

2PM เป็นทั้งเหตุผลที่ผมมีชีวิตอยู่ และเหตุผลที่ผมทำกิจกรรมโซโล่ ต่อให้สมาชิกทั้งหมดบอกว่าจะออกจากวง ก็ยังคงจะเหลือผมอยู่จนตอนสุดท้าย เรามาเจอกันด้วยดนตรี บริษัท งาน ตอนนี้ก็ยังมีสิ่งเหล่านั้นอยู่ แต่ 2PM น่ะไม่ใช่แค่เราเป็นครอบครัวหรือพี่น้อง แต่กลายเป็นเหมือนว่าตัวผมคือ 2PM ไปแล้ว เราเหมือนเป็นคนๆ เดียวกัน ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งใกล้ชิด ความเชื่อมั่นและความเหนียวแน่นก็ยิ่งมากขึ้น เลยอยากจะปกป้องมากๆ พอคิดว่าเมื่อหลายปีก่อนตอนที่ผมลำบากแล้วมีเมมเบอร์อยู่ข้างๆ ก็มีแรงขึ้นมา

ความอยากรักษาทีมนั้นก็แน่นอน จะไม่มีการมาคุยว่าแยกกันเถอะ แต่ก็มีการพูดคุยเรื่อยๆ เรื่องการเคารพในชีวิตของแต่ละคนด้วย เคยคุยกันอย่างจริงจังเลยว่าแต่ละคนก็มีชีวิตส่วนตัว มีทิศทางของตัวเองนะ ดังนั้นอย่าให้ทีมมาเป็นเหตุผลที่จำกัดอิสระของใครดีกว่า จะไม่ใช้คำว่าทีมไปจำกัดอิสรภาพของสมาชิก จะไม่ทำให้หนักใจซึ่งกันและกัน แต่ยิ่งพูดแบบนี้ก็ยิ่งอยากอยู่ข้างๆ เมมเบอร์มากขึ้น

แน่นอนว่าคนเราไม่รู้จะเจอเรื่องอะไร แต่ใจผมอยากอยู่กับ 2PM ไปจนตายเลย เมมเบอร์ก็คิดเหมือนกัน ในอนาคตถ้าอายุมากขึ้นจนถึงเวลาที่ไม่สามารถขึ้นเวที  ได้แล้วด้วยสุขภาพร่างกาย ก็ยังอยากจะขอแค่อยู่เคียงข้างกันกับเมมเบอร์ เป็นความสัมพันธ์ที่อยากจะตั้งเป้าไว้ ละก็ให้สัญญาได้เลย ตอนนี้สำหรับผมแล้ว 2PM มีความหมายเกินกว่าการขึ้นเวที(ทำงาน)ด้วยกันแล้ว มีความหมายเหมือนการมีชีวิตอยู่เลยละครับ

–  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –  –

แปล KR-TH และเรียบเรียงโดย wyshoney นำออกกรุณาให้เครดิต

ไม่อนุญาตให้นำคำแปลไปใช้ในเชิงพาณิชย์

[ซับไทย] VLive – อูยองเตรียมออกอัลบั้มเดี่ยวเกาหลี 2018

ไลฟ์หลังปล่อยทีเซอร์อัลบั้มเดี่ยวเกาหลี 헤어질 때

อูยองทักทาย สปอยล์โซโล่ บอกจะขึ้นรายการเพลง?! ชวนดู Living Together
อูยองรักและเป็นห่วงแฟนๆ มากนะ ^^